วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ให้นักเรียนค้นคว้าในเรื่องต่อไปนี้ แล้วตอบลงในบล็อกของนักเรียน

1. กฎหมาย คืออะไร?
ตอบ      "กฎหมาย เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับของรัฐ  ั ซึ่งอยู่ในรัฐหรือในประเทศของตน หากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมประพฤติปฏิบัติตามก็จะมีความผิดและต้องถูกลงโทษด้วย

2. ลักษณะสำคัญของกฎหมาย มีอะไรบ้าง?
ตอบ    1. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดขึ้นจากรัฎฐาธิปัตย์
           2. กฎหมายเป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่ใช้ได้ทั่วไปกับคนทุกคนที่อยู่ในเขตรัฐหรือในประเทศนั้น ๆ
           3. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ใช้ได้เสมอไป
           4. กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ต้องปฏิบัติตาม
           5. กฎหมายต้องมีสภาพบังคับ


3. กฎหมายมีความสำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไร?
ตอบ     1. กฎหมายสร้างความเป็นระเบียบเรัยบร้อยแก่สังคมและประเทศชาติ 
เมื่อ ทุกคนรู้และปฎิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้องแล้วย่อมไม่เกิดปัญหา และข้อพิพาทระหว่างกันสังคมยอมเป็นระเบียบและมีความสุขอันจะเป็นผลดีต่อประเทศสืบต่อไป 
            2. การบริหารราชการแผ่นดินและการปกครองบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 
 ประเทศ ใดประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจและปฎิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดก็จะทำให้การ บริหารประเทศเป็นไปด้วยดี และมีส่วนทำให้มีการพัฒนาเป็นไปอย่างรวดเร็ว  ดังตัวอย่างเช่น  เมื่อประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของตนที่มีต่อประเทศชาติก็จะสา มารถปฎิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างครบถ้วน เช่นหน้าที่ในการป้องกันประเทศ   หน้าที่ในการเสียภาษี   หน้าที่ในการเป็นทหารรับใช้ชาติ    เป็นต้น
 
         3. สังคมจะสงบสุขเมื่อทุกคนปฎิบัติตามกฎหมาย  
และ รู้ว่าตนมีสิทธิของตนอยู่เพียงไร  ไม่ไปล่วงล้ำสิทธิของผู้อื่น  ถ้าทุกคนปฎิบัติตามขอบเขตของกฎหมาย  ก็จะไม่การทะเลาะวิวาทกัน  เช่นทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด  การเขียน  แต่ต้องปฏิบัติตนอยู่ในขอบเขต  ไม่ดูหมินเหยียดหยามผู้อื่นเพราะอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันได้
        4. กฎหมายสร้างความเท่าเทียมในความเป็นมนุษย์  
เพราะ กฎหมายจะมีข้อบังคับแก่ทุกคน  ดังนั้นไม่ว่า    ใครก็ตามที่ประพฤติผิดกฎหมาย  หรือถูกผู้อื่นเอาเปรียบ  ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีฐานะร่ำรวย  ฐานะยากจน หรือเป็นผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานระดับสูงเพียงใดก็ตามไม่สามารถที่จะ หลีกเลี่ยงกฎหมายได้  ต้องรับโทษตามความผิด  
        5. กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญ เพื่อก่อให้เกิดความยุติธรรม
ใน กรณีที่เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น  มีการฟ้องร้องคดีกัน  เพื่อขอความยุติธรรมจากศาล  ศาลก็ต้องตัดสินโดยยึดตัวบทกฎหมายเป็นหลักในการพิจารณาคดี  เพื่อให้ทุกคนได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน




4. การแบ่งประเภทของกฎหมาย มีการแบ่งตามหลักเกณฑ์ใดบ้าง? ตอบ     กฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก ยังอาจแบ่งย่อยได้อีกหลายลักษณะ ตามหลักเกณฑ์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
   กฎหมายภายใน แบ่งได้หลายลักษณะตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
    1.ใช้เนื้อหาของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์การแบ่ง
 แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
    1.1กฎหมายลายลักษณ์อักษร
 ได้แก่ ตัวบทกฎหมายต่าง ๆ ที่บัญญัติขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษร โดยองค์กรที่มีอำนาจตามกระบวนการนิติบัญญัติ เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติต่าง ๆ ฯลฯ เป็นต้น
    1.2กฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ได้แก่ จารีตประเพณีต่าง ๆ ที่นำมาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความดังได้กล่าวมาแล้วในเรื่องที่มาของกฎหมาย ซึ่งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยก็มีบทบัญญัติไว้ในมาตรา 4 วรรค 2 ว่า “เมื่อไม่มีบทกฎหมายใดที่จะยกมาปรับแก้คดีได้ท่านให้วินิจฉัยคดีนั้นตามคลอง จารีตประเพณีแห่งท้องถิ่น”
    2.ใช้สภาพบังคับกฎหมายเป็นหลักในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ

    2.1กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา ได้แก่ กฎหมายต่าง ๆ ที่มีโทษตามบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา เช่น ประมวลกฎหมายอาญาพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร ฯลฯ เป็นต้น
    2.2กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง 
สภาพบังคับทางแพ่งมิได้มีบัญญัติไว้ชัดเจนเหมือนสภาพบังคับทางอาญาแต่ก็อาจสังเกตได้จากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น การบังคับชำระหนี้ การชดใช้ค่าเสียหาย หรืออาจสังเกตได้อย่างง่าย ๆ คือ กฎหมายใดที่ไม่มีบทบัญญัติกำหนดโทษทางอาญา ก็ย่อมเป็นกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
    
3.ใช้บทบาทของกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ

     3.1กฎหมายสารบัญญัติ
 ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงการกระทำต่าง ๆ ที่เป็นองค์ประกอบของความผิดโดยทั่วไปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่ จะเป็นกฎหมายสารบัญญัติ
    3.2กฎหมายวิธีสบัญญัติ
 ได้แก่ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการที่จะนำกฎหมายสารบัญญัติไปใช้ว่าเมื่อมีการทำผิดบท บัญญัติกฎหมาย จะฟ้องร้องอย่างไร จะพิจารณาตัดสินอย่างไร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ กฎหมายวิธีสบัญญัติก็คือ กฎหมายที่กล่าวถึงวิธีการเอาตัวผู้กระทำผิดไปรับสภาพบังคับนั่นเองเช่น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งกฎหมายวิธีพิจารณาความในศาลแขวงกฎหมายวิธีพิจารณา คดีเยาวชนและครอบครัว เป็นต้น
    4.ใช้ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นหลักเกณฑ์ในการแบ่ง แบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ
    4.1กฎหมายเอกชน ได้แก่กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนด้วยกัน โดยที่รัฐไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติบริษัทมหาชน จำกัด เป็นต้น

    4.2กฎหมายมหาชน
ได้แก่ กฎหมายที่บัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนในฐานะที่รัฐเป็นผู้ ปกครองจงต้องมีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสงบสุข เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พระราชบัญญัติป้องกันการค้ากำไรเกินควร หรือประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความต่าง ๆ เป็นต้น

    กฎหมายภายนอก กฎหมายภายนอก หรือกฎหมายระหว่างประเทศ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ
   1.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
 ได้แก่ กฎเกณฑ์ ข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐที่จะปฏิบัติต่อกันเมื่อมี ความขัดแย้งหรือเกิดข้อพิพาทขึ้น เช่น กฎบัตรสหประชาชาติ หรือได้แก่ สนธิสัญญา หรือเกิดจากข้อตกลงทั่วไป ระหว่างรัฐหนึ่งกับรัฐหนึ่งหรือหลายรัฐที่เป็นคู่ประเทศภาคีซึ่งให้สัตยาบัน ร่วมกันแล้วก็ใช้บังคับได้เช่น สนธิสัญญาไปรษณีย์สากล เป็นต้น
    2.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล
 ได้แก่ บทบัญญัติที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งเมื่อ เกิดความขัดแย้งข้อพิพาทขึ้นจะมีหลักเกณฑ์วิธีการพิจารณาตัดสินคดีความอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบกัน เช่น ประเทศไทยเรามีพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกับแห่งกฎหมาย ซึ่งใช้บังคับกับบุคคลที่อยู่ในประเทศไทยกับบุคคลที่อยู่ในประเทศอื่น ๆ
 

    3.กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา
ได้แก่ สนธิสัญญา หรือข้อตกลงเกี่ยวกับการกระทำความผิดทางอาญาซึ่งประเทศหนึ่งยินยอมหรือ รับรองให้ศาลของอีกประเทศหนึ่งมีอำนาจพิจารณาตัดสินคดีและลงโทษบุคคลประเทศ ของตนที่ไปกระทำความผิดในประเทศนั้นได้ เช่นคนไทยไปเที่ยวสหรัฐอเมริกาแล้วกระทำความผิด ศาลสหรัฐอเมริกาก็พิจารณาตัดสินลงโทษได้หรือบุคคลประเทศหนึ่งกระทำความผิด แล้วหนีไปอีกประเทศหนึ่ง เป็นการยากลำบากที่จะนำตัวมาลงโทษได้ จึงมีการทำสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเพื่อให้ประเทศที่ผู้กระทำความผิดหนีเข้าไปจับตัวส่งกลับมาลงโทษ ซึ่งถือว่าเป็นการร่วมมือกันปราบปรามอาชญากรรม ปัจจุบันนี้ประเทศไทยทำสนธิสัญญาส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับ อังกฤษ สหรัฐอเมริกา เบลเยี่ยม และอิตาลี ฯลฯ เป็นต้น
 

5. ให้นักเรียนเขียน ศักดิ์ หรือลำดับชั้นของกฎหมาย เรียงจากสูงไปหาต่ำ?
ตอบ    ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งอย่างละเอียดเป็น 7 ชั้น ได้แก่
  1. รัฐธรรมนูญ
  2. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
  3. พระราชบัญญัติ
  4. พระราชกำหนด
  5. พระราชกฤษฎีกา
  6. กฎกระทรวง
  7. กฎหมายที่ตราโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

6. ที่มาของกฎหมายในระบบ Civil Law มีอะไรบ้าง?
ตอบ     ที่มาของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
      1.กฎหมายลายลักษณ์อักษร ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร เป็นระบบที่สืบทอดมาจากกฎหมายโรมัน ซึ่งให้ความสำคัญกับตัวบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใช้โดยถูกต้องตามกระบวนการ บัญญัติกฎหมาย ดังนั้นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร ก็คือกฎหมายที่มีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งอาจมีหลายลักษณะด้วยกัน เช่น รัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง เป็นต้น

      2.จารีตประเพณี
 ในบางครั้งการบัญญัติกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร จะให้ครอบคลุมทุกเรื่องเป็นไปได้ยาก จึงต้องมีการนำเอาจารีตประเพณีมาบัญญัติใช้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรด้วย เช่น การชกมวยบนเวที ถ้าเป็นไปอย่างถูกต้องตามกติกา ถึงแม้ว่าคู่ต่อสู้จะบาดเจ็บหรือเสียชีวิตก็ไม่มีความผิด หรือแพทย์ที่ตัดแขนตัดขาคนไข้โดยที่คนไข้ยินยอมก็ไม่มีความผิด เป็นต้น เท่าที่ผ่านมายังไม่มีการฟ้องร้องคดีเรื่องเหล่านี้เลย ซึ่งคงจะเป็นเพราะจารีตประเพณีที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นเสมือนกฎหมาย
     3.หลักกฎหมายทั่วไป
 ในบางครั้งถึงแม้จะมีกฎหมายลายลักษณ์อักษร และกฎหมายจารีตประเพณี มาใช้พิจารณาตัดสินความแล้วก็ตาม แต่ก็อาจไม่เพียงพอครอบคลุมได้ทุกเรื่อง จึงต้องมีการนำเอาหลักกฎหมายทั่วไป ซึ่งประเทศอื่น ๆ ที่มีความก้าวหน้าทางกฎหมายได้ยอมรับกฎหมายนั้นแล้วมาปรับใช้ในการพิจารณาตัดสินคดีความด้วย เช่น หลักผู้รับโอนไม่มีสิทธิ์ดีกว่าผู้รับโอน โจทย์พิสูจน์ไม่ได้ต้องปล่อยตัวจำเลย คดีอย่างเดียวกันต้องพิพากษาตัดสินเหมือนกัน ฯลฯ เป็นต้น

7. ที่มาของกฎหมายในระบบ Common Law มีอะไรบ้าง?
ตอบ        ที่มาของกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
       1.จารีตประเพณี
ถือ ว่าเป็นที่มาประการสำคัญของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษรเนื่องจากกฎหมายระบบนี้เกิดจากการนำเอาจารีตประเพณี ซึ่งคนในสังคมยอมรับและปฏิบัติสืบต่อกันมานาน มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความ

       2.คำพิพากษาของศาล
จารีต ประเพณีใดที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความแล้วก็จะกลายเป็นคำพิพากษาของศาล ซึ่งคำพิพากษาบางเรื่องอาจถูกนำไปใช้เป็นหลักหรือเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตัดสินคดีความต่อ ๆไปคำพิพากษาของศาลจึงเป็นที่มาอีกประการหนึ่งของระบบกฎหมายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
       3.กฎหมายลายลักษณ์อักษร
 ในสมัยต่อ ๆมาบ้านเมืองเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่จะรอให้จารีตประเพณีเกิดขึ้นย่อมไม่ทันกาลบางครั้งจึงจำเป็นต้องสร้างกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรขึ้นมาใช้ด้วย
       4.ความเห็นของนักนิติศาสตร์ 
ระบบ กฎหายไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ยังยอมรับความเห็นของนักนิติศาสตร์มาใช้เป็นหลักในการตัดสินคดีความด้วย เพราะนักนิติศาสตร์เป็นผู้ที่ศึกษากฎหมายอยู่เสมอเป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิด มีเหตุผล ความเห็นของนักนิติศาสตร์ที่มีชื่อเสสียงและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ย่อมมีน้ำหนักพอที่จะนำไปใช้อ้างอิงในการพิจารณาตัดสินความได้
       5.หลักความยุติธรรมหรือมโนธรรมของผู้พิพากษา
 ในระยะหลังที่บ้านเมืองเจริญขึ้นสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไป การใช้จารีตประเพณีและคำพิพากษาก่อน ๆ มาเป็นหลักในการพิจารณาตัดสินคดีความอาจไม่ยุติธรรม จึงเกิดศาลระบบใหม่ขึ้น ซึ่งศาลระบบนี้จะไม่ผูกมัดกับจารีตประเพณีหรือคำพิพากษาของศาลเดิม แต่จะยึดหลักความยุติธรรมและให้ความเป็นธรรมแก่คู่กรณีซึ่งเรียกว่ามโนธรรม ของผู้พิพากษา(Squity)ซึ่งต่อมาได้รับการยอมรับเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมาย ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

8. ระบบกฎหมายในปัจจุบันมีกี่ระบบ ระบบใดบ้าง?
ตอบ   4 ระบบ คือ  1. ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) 
                              2. ระบบกฎหมายกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) 
                               3. ระบบกฎหมายประเทศสังคมนิยม (Socialist Law)
                               4. ระบบกฎหมายศาสนา (Religion Law)

9. ประเทศไทย เป็นประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายใด?
ตอบ    1. ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) 

10. องค์ประกอบสำคัญของ "รัฐ" มีอะไรบ้าง?
ตอบ    องค์ประกอบสำคัญของรัฐ มี 4 ประการ คือ
           1. ประชากร รัฐทุกรัฐจะต้องมีประชากรจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีจุดมุ่งหมายและมีประโยชน์ร่วมกัน จำนวนประชากรของแต่ละรัฐอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป ที่สำคัญคือ จะต้องมีประชากรดำรงชีพอยู่ภายในขอบเขตของรัฐนั้น

          2. ดินแดน รัฐต้องมีดินแดนอันแน่นอนของรัฐนั้น กล่าวคือ มีเส้นเขตแดนเป็นที่ยอมรับของนานาประเทศทั้งโดยข้อเท็จจริงและโดยสนธิสัญญา ทั้งนี้รวมถึงพื้นดิน พื้นน้ำและพื้นอากาศ

         3. อำนาจอธิปไตย อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจรัฐ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ ทำให้รัฐสามารถดำเนินการทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับการปกครองภายในและภายนอก

         4. รัฐบาล รัฐบาลคือ องค์กรหรือหน่วยงานที่ดำเนินงานของรัฐในการปกครองประเทศ รัฐบาลเป็นผู้ทำหน้าที่สาธารณะสนองเจตนารมย์ของสาธารณชนในรัฐ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของประชาชนและป้องกันการรุกรานจากรัฐอื่น รัฐบาลเป็นองค์กรทางการเมืองที่ขาดไม่ได้ของรัฐ

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา


บารัค โอบามา - มิตต์ รอมนีย์







เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
ขอขอบคุณภาพประกอบจาก Politico.com


          สำนักข่าวบีบีซี รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า หลังจากนายบารัค โอบามา ชนะคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างขาดลอยแล้ว เขาก็ได้ควงมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ พร้อมด้วยลูก ๆ ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ที่ศูนย์บัญชาการเลือกตั้งพรรคเดโมแครต นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ เพื่อขอบคุณประชาชนชาวอเมริกัน และสร้างความเชื่อมั่น พร้อมขอให้ประชาชนเดินไปข้างหน้าด้วยกัน และมีความหวังต่ออนาคต

          โดยนายบารัค โอบามา ได้กล่าวว่า "ขอขอบคุณชาวอเมริกันที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งประธานาธิบดี และขอบคุณที่เลือกให้ผมได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งนั่นแสดงถึงความไว้ใจ เชื่อมั่นของประชาชน ที่จะให้ผมได้ทำหน้าที่นี้ต่อไปอีก 4 ปีข้างหน้า รวมถึงขอบคุณมิเชล โอบามา ที่ทำให้ผมเป็นผมได้ทุกวันนี้ ขอบคุณลูกสาวทั้ง 2 คน ซึ่งจะเติบโตขึ้นมาเป็นคนที่ฉลาด และเข้มแข็งเหมือนกับแม่ของพวกเธอ และขอบคุณทุกคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในครั้งนี้ และในคืนนี้ ชาวอเมริกัน ทุกคนได้เตือนให้ผมรู้ว่าเส้นทางของอเมริกานั้นลำบากแค่นั้น แต่ในขณะที่การเดินทางของอเมริกานั้นยังอีกยาวไกล ต้องลุกขึ้นหยัดยืนอีกครั้ง และพวกเราต่างรู้อยู่เต็มหัวใจว่า เราทำเพื่ออเมริกา สิ่งที่ดีที่สุดนั้นยังไม่มาถึง"

          "ผมได้คุยกับมิตต์ รอมนีย์ แล้ว เพื่อแสดงความยินดีที่ได้พ้นผ่านการหาเสียงที่ดุเดือดมาด้วยกัน ซึ่งถึงแม้ว่าเราจะเป็นคู่แข่งในการชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีครั้งนี้ แต่นั่นเป็นเพราะเราต่างรักอเมริกา เป็นห่วงอนาคตของอเมริกาเหมือนกัน และในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ผมกับรอมนีย์ก็จะพูดคุยกันเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ เพื่อที่จะจับมือกันพาอเมริกาเดินก้าวไปข้างหน้า ประชาชน ชาวอเมริกันทุกคน เราเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าต่อไปนี้เราจะทำอะไร จะไปที่ไหน เราจะหอบเอาความทรงจำ สิ่งที่เราเคยสร้างมันมาด้วยกันไปด้วย และคุณจะไม่ผิดหวังกับประธานาธิบดีคนนี้ ขอบคุณที่เชื่อมั่น ไม่ว่าจะต้องเจออะไร พวกคุณจะเป็นกำลังใจของผม และผมจะยินดีกับทุก ๆ อย่างที่ชาวอเมริกันได้ทำ"

          "อนาคตของอเมริกา เราอยากจะให้เด็ก ๆ ได้เติบโตขึ้นมา โดยได้รับการศึกษาในโรงเรียนที่ดีที่สุด ได้เรียนกับครูที่ดีที่สุด ในประเทศที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อที่จะให้พวกเขามีงานที่ดีในอนาคต และนั่นหมายถึงการสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ด้วย เราอยากจะทำให้ประเทศของเราปลอดภัย กองกำลังสหรัฐฯ จะต้องแข็งแกร่งที่สุด ผมอยากให้เราเดินก้าวไปด้วยกัน และผมจะเดินหน้าร่วมมือกับพรรครีพับลิกัน แก้ปัญหาต่าง ๆ ในประเทศ เพราะตอนนี้มีอะไรหลาย ๆ ที่เราต้องทำ"

          นอกจากนี้ บารัค โอบามา ยังทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า "ชาวอเมริกัน ครับ ผมเชื่อว่าเราจะสามารถร่วมมือกันต่อสู้เพื่ออเมริกาด้วยกันได้ ผมเชื่อว่าเราจะรักษาสัญญาในการสร้างชาติของเราว่า หากเราจะต่อสู้ไปด้วยกันแล้ว ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นใคร มาจากไหน มีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร หรือรักที่ใดก็ตาม ไม่สำคัญว่าคุณจะเป็นคนขาว ดำ เป็นคนฮีสแปนิค เอเชีย หรือคนพื้นเมืองอเมริกัน หรือจะเด็ก จะแก่ จะรวย จะจน จะครบสามสิบสอง จะพิการ หรือเบี่ยงเบนทางเพศก็ตามแต่ คุณสามารถทำทุกอย่างให้เกิดขึ้นในอเมริกาได้ ถ้าหากคุณมีความพยายาม"



ชนะแล้ว! โอบามา นั่งผู้นำสหรัฐฯ ต่อ หลังคว้าคะแนนเกินครึ่ง


          ชนะแล้ว! บารัค โอบามา นั่งผู้นำสหรัฐฯ ต่อ หลังคะแนนทิ้งห่าง รอมนีย์ 303 ต่อ 203 เสียงแล้ว

          หลังจากคนทั่วโลกรอลุ้นผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ล่าสุด ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก็ปรากฏออกมาแล้วอย่างไม่เป็นทางการว่า นายบารัค โอบามา ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้ และได้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นสมัยที่ 2 สร้างประวัติศาสตร์การเป็นประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครตที่ชนะการเลือกตั้ง 2 สมัย นับตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

          โดยจากการรายงานผลการเลือกตั้งล่าสุด เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 7 พฤศจิกายน ตามเวลาประเทศไทย ปรากฏออกมาว่า นาย บารัค โอบามา คว้าคะแนนเสียงอิเล็กทอรัล หรือคะแนนเสียงจากคณะเลือกตั้งทั่วสหรัฐฯ ไป 303 เสียง จากทั้งหมด 538 เสียง นับเป็นจำนวนเกินครึ่งแล้ว และกินขาด ขณะที่คะแนนเสียงล่าสุดของ นายมิตต์ รอมนีย์ อยู่ที่ 203 เสียง ซึ่งแน่นอนว่า แม้ว่าอีกหลายรัฐที่ยังไม่ได้นับคะแนนเสียง จะเทคะแนนให้รอมนีย์ทั้งหมด รอมนีย์ก็ไม่มีทางตามบารัค โอบามาได้ทัน

  
        ทั้งนี้ สรุปผลการนับคะแนนเสียงอย่างไม่เป็นทางการ ปรากฏออกมาว่า บารัค โอบามา ชนะเลือกตั้งจาก รัฐแคลิฟอร์เนีย (55 เสียง), รัฐโคโลราโด ( 9เสียง), รัฐคอนเนตทิคัต (7 เสียง), รัฐเดลาแวร์ (3 เสียง), รัฐฮาวาย (4 เสียง), รัฐอิลลินอยส์ (20 เสียง), รัฐแมสซาชูเซตส์ (11 เสียง), รัฐแมรีแลนด์ (10 เสียง), รัฐมิชิแกน (16 เสียง), รัฐมินนิโซตา (10 เสียง), รัฐเมน (4 เสียง), รัฐนิวแฮมป์เชียร์ (4 เสียง), รัฐนิวเจอร์ซีย์ (14 เสียง), รัฐนิวเม็กซิโก (5 เสียง), รัฐเนวาดา (6 เสียง) , รัฐนิวยอร์ก (29 เสียง), รัฐโอไฮโอ (18 เสียง), รัฐออริกอน (7 เสียง), รัฐเพนซิลเวเนีย (20 เสียง), รัฐโรดไอแลนด์ (4 เสียง), รัฐเวอร์มอนต์ (3 เสียง), รัฐเวอร์จิเนีย (13 เสียง), และรัฐวิสคอนซิน (10 เสียง), รัฐวอชิงตัน (12 เสียง)

          ส่วนนายมิตต์ รอมนีย์ นั้น ชนะเลือกตั้งใน รัฐแอละแบมา (9 เสียง), รัฐอะแลสกา (3 เสียง), รัฐแอริโซนา (11 เสียง), รัฐอาร์คันซอ (6 เสียง), รัฐจอร์เจีย (16 เสียง), รัฐไอดาโฮ (4 เสียง), รัฐอินดีแอนา (11 เสียง), รัฐไอโอวา (6 เสียง), รัฐแคนซัส (6 เสียง), รัฐเคนทักกี (6 เสียง), รัฐลุยเซียนา (8 เสียง), รัฐมิสซูรี (10 เสียง), รัฐมิสซิสซิปปี (6 เสียง), รัฐมอนแทนา (3 เสียง), รัฐเนแบรสกา (5 เสียง), รัฐนอร์ทดาโคตา (3 เสียง), รัฐนอร์ทแคโรไลนา (15 เสียง), รัฐโอคลาโฮมา (7 เสียง), รัฐเซาท์แคโรไลนา (9 เสียง), รัฐเซาท์ดาโคตา (3 เสียง), รัฐเทนเนสซี (11 เสียง), รัฐเทกซัส (38 เสียง), รัฐยูทาห์ (6 เสียง), รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย (5 เสียง), และ รัฐไวโอมิง (3 เสียง)

           อย่างไรก็ดี ผลสรุปคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการนั้น คาดว่าน่าจะออกมาในวันพรุ่งนี้ (8 พฤศจิกายน)





ชาวเน็ตแห่แชร์ภาพโอบามากอดภริยาเกลื่อนเน็ต หลังคว้าชัยเลือกตั้ง

           จากชัยชนะของบารัค โอบามา นี้ ทำให้ประชาชนที่เลือกเขายินดีกันยกใหญ่ แต่งานนี้คงไม่มีใครดีอกดีใจได้เท่าเจ้าตัวแล้ว โดยหลังจากที่ผลการนับคะแนนปรากฏออกมา ทีมงานเบื้องหลังความสำเร็จของบารัค โอบามา ก็ได้เผยภาพตอนเขากอดภริยา ก่อนภาพดังกล่าวจะถูกเผยแพร่ไปทั่วโลกในเวลาอันรวดเร็ว

           โดยภาพถ่ายดังกล่าว ถูกเผยแพร่ออกมาจากทวิตเตอร์ของบารัค โอบามา เอง เป็นภาพขณะที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาสมัยที่ 2 กำลังกอดมิเชล โอบามา สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุข พร้อมระบุชื่อภาพว่า "ดำรงตำแหน่งต่ออีก 4 ปี" ซึ่งภาพนี้ ถูกรีทวีตและเผยแพร่ต่อตามโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างกว้างขวาง จนกลายเป็นภาพที่มีการรีทวีตมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วย

            ทั้งนี้ สำหรับภาพถ่ายดังกล่าว ถูกรีทวีตไปแล้วมากกว่า 400,000 ครั้ง ภายในไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น และเชื่อว่าจะถูกรีทวีตต่อไปอีกเรื่อย ๆ ขณะที่หลังจากชนะการเลือกตั้งแล้ว บารัค โอบามา ก็ได้มีการทวีตข้อความขอบคุณชาวอเมริกันทั้งหลาย ว่า "ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะพวกคุณ ขอบคุณมากครับ" อีกด้วย




โอบามาเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ที่ชิคาโก

            สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานหลังรู้ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กำลังเตรียมกล่าวสุนทรพจน์ที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ของสหรัฐฯ เพื่อขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจ เลือก ให้เขาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 2 หลังจากที่ได้ทวีตขอบคุณประชาชนชาวอเมริกันไปแล้ว ขณะที่บรรยากาศของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคเดโมแครต ต่างเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข ความดีใจ

            ส่วนทางด้านผู้แพ้การเลือกตั้งอย่างมิตต์ รอมนีย์ นั้น กลุ่มผู้สนับสนุนพรรครีพับริกันต่างโอบกอด ร่ำไห้ และกอดคอปลอบใจกันอย่างเงียบเหงา แต่อย่างไรก็ดี มิตต์ รอมนีย์ จะขึ้นกลุ่มสุนทรพจน์ยอมรับความพ่ายแพ้ รวมถึงแสดงความยินดีต่อบารัค โอบามา เช่นกัน



รอมนีย์ แถลงยอมรับพ่ายแพ้-ยินดีโอบามา

            นายมิตต์ รอมนีย์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งทราบผลการเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ว่า ต้องพ่ายแพ้ให้กับ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา จากเดโมแครต ไปแบบขาดลอย โดยเขาได้ออกมากล่าวกับผู้สนับสนุนในนครบอสตัน ยอมรับในความปราชัยเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงขอบคุณผู้สนับสนุน ที่ให้กำลังใจมาโดยตลอด พร้อมกับแสดงความยินดีต่อ โอบามา ที่ได้นั่งในตำแหน่งผู้นำประเทศต่อไปอีก 4 ปี

            ในขณะที่ทางฝั่งผู้สนับสนุนของ นายโอบามา และพรรคเดโมแครต ตามเมืองต่าง ๆ ก็ได้ออกมาแสดงความยินดี ในชัยชนะครั้งนี้กันอย่างพร้อมเพรียงกัน



เกาะติดเลือกตั้งสหรัฐฯ โอบามา - รอมนีย์ คะแนนสูสี

          สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า บรรยากาศ การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นไปอย่างคึกคัก และขณะนี้หลายรัฐได้ทยอยปิดหีบไปแล้ว ประชาชนกำลังรอลุ้นผลการเลือกตั้งกันอย่างใจจดใจจ่อ พอ ๆ กับสื่อมวลชนทั่วโลกที่มีการติดตามความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้ง ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไม่คลาดสายตา
          รายงานระบุว่า เมื่อเวลา 19.00 น. ของวันที่ 6 พฤศจิกายนตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 7.00 น. ของวันนี้ตามเวลาประเทศไทย หลายรัฐในสหรัฐฯ ได้ทยอยปิดหีบเลือกตั้งไปแล้ว และกำลังรอลุ้นผลการนับคะแนนกันอยู่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรู้ผลการเลือกตั้งหลายพื้นที่ในช่วงสายของวันนี้ ก่อนที่จะมีการทยอยปิดหีบเลือกตั้งไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งสิ้นสุดที่รัฐอะลาสก้า ซึ่งเป็นรัฐสุดท้ายที่จะมีการปิดหีบในเวลา 01.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น หรือราว 13.00 น. ตามเวลาประเทศไทย

          อย่างไรก็ดี แม้ว่าผลการเลือกตั้งยังไม่ปรากฏออกมาอย่างเป็นทางการ แต่จากการสำรวจคะแนนโหวตในหลายพื้นที่ พบว่า บารัค โอบามา และมิตต์ รอมนีย์ มีคะแนนสูสีกันอยู่ ทั้งผลโหวตจากประชาชนโดยตรง และจากคณะเลือกตั้ง โดย ผลโหวตจากประชาชนหรือป็อปปูลาร์โหวตนั้น ปรากฏออกมาว่า ประชาชนเทคะแนนให้กับมิตต์ รอมนีย์ มากกว่า คือ 52% ส่วนบารัค โอบามา นั้น คะแนนป็อปปูลาร์โหวตอยู่ที่ 48% ขณะที่ผลโหวตจากคณะผู้เลือกตั้งหรืออิเล็กทอรัลโหวต ซึ่งยึดเป็นหลักในการตัดสินเลือกตั้งนั้น รอมนีย์และโอบามายังคงผลัดกันนำ เรียกว่าดุเดือดน่าลุ้นสุด ๆ โดยผลการนับคะแนนล่าสุด เป็นดังนี้
          11.20 น. คะแนนนำโด่งทะลุ 270 แล้ว โอบามา 275 ส่วนรอมนีย์ยังอยู่ที่ 203 คะแนน
          11.15 น.
โอบามายังคงนำรอมนีย์ที่ 250 ต่อ 203 คะแนน
          11.00 น. โอบามาเริ่มทิ้งห่างรอมนีย์แล้ว ที่ 244 ต่อ 193 คะแนน           10.50 น. รอมนีย์ผลิกโผ คะแนนนำโอบามาแบบเฉียดฉิว ที่ 174 ต่อ 173 คะแนน


          10.30 น. โอบามาตีตื้นชนะรอมนีย์ที่คะแนน 173 ต่อ 163 คะแนน

          09.45 น. รอมนีย์ คะแนนทิ้งห่างโอบามาอยู่มาก ที่ 146 ต่อ 109 คะแนน

          09.00 น. รอมนีย์ มีคะแนน 73 คะแนน นำห่าง โอบามาซึ่งได้ 64 คะแนน